Off-Page SEO คืออะไร

Off-Page SEO คืออะไรOff-Page SEO คือ

Off-Page SEO คือ อะไร การสู้ทนเพื่อการติดอันดับบน Google แม้ว่าจะ ทุ่มเท อีกทั้งดวงใจ แล้วก็จิตวิญญาณ ลงไปใน Content และตาม แต่ว่า Off-Page SEO ของคุณก็บางที

อาจ เป็นต้นเหตุ ที่ ทำให้วิธีการทำ ชั้น นั้นไม่ดี อย่าง ที่คาดหวังไว้ ก็ได้

กระบวนการทำ SEO นั้นจะ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหมายถึง On-Page SEO แล้วก็ Off-Page SEO

ผู้คน ส่วนใหญ่ เห็นว่า Off-Page SEO นั้น ราวกับ การผลิต ลิงก์ ซึ่ง ข้อเท็จจริง

แล้ว เป็น แบบนั้นไหม?


Off-Page SEO คือ ?

Off-Page SEO ได้แก่การใช้ ปัจจัยภายนอก เว็บ สำหรับการ เปลี่ยนแปลง การจัดชั้น ของวัสดุค้นหา

แม้การ สร้างลิงก์ จะ เป็น งานประจำ ของ Off-Page SEO แม้กระนั้น ในรูปภาพ

รวม แล้ว มันมีความมากมาย มากยิ่งกว่านั้น

 

On-Page SEO และ Off-Page SEO

On-Page SEO นั้น เป็นต้นเหตุ ที่ คุณ สามารถ ควบคุมได้ ด้วยตัวเอง แม้กระนั้น

Off-Page SEO นั้นไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอ

 

ด้วยเหตุว่า พวกเรา มิได้ เปลี่ยน อะไร เกี่ยวกับ เว็บ ของ พวกเรา ใน กรรมวิธี นั้นเลย

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเกิด พวกเรา ปรับแก้ ความเร็ว ของ เว็บเพจ ด้วย การเพิ่ม

คุณภาพ ของ รูปภาพ โน่น เป็น On-Page SEO เพราะว่า พวกเรา ทำ เปลี่ยน นั้น

บนเว็บโดยตรง

ถ้าคุณ กำลัง งงงวยว่ายุทธวิธี ที่ คุณ ใช้ อยู่ นั้น เป็น แบบ ใด ให้ ทดลองถาม

ตนเอง มอง ว่า มัน อยู่ สำหรับการ ควบคุม ของ คุณ หรือเปล่า?

ถ้าหาก คำตอบ เป็น “ไม่” ก็เป็นได้ว่านั่นเป็น Off-Page SEO

แต่ว่า ก็ยังมีต้นสายปลายเหตุ ของ Off-Page SEO บางสิ่ง ที่ คุณ สามารถ

ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ อาทิเช่น Google My Business

 

เพราะเหตุไร Off-Page SEO เลยมีความจำเป็น?

Google คิดถึงปัจจัยภายนอก เยอะแยะเมื่อ อยากได้ตกลงใจ ว่า จะ จัดลำดับ

เว็บเพจ เช่นไร รวมทั้งลิงก์ เป็น หนึ่ง ใน เหตุ พวกนั้น แม้กระนั้นก็ยังมีต้นเหตุ

อื่นๆ อยู่ อีกเพียบเลย ด้วยเหมือนกัน

ด้วย เหตุผล นั้น ก็เลยเกิดเรื่อง ยากถ้าเกิด จะ อาศัย Content เพียงอย่างเดียว

สำหรับการ ทำ ชั้น ให้ ดียิ่งขึ้น

เหตุผล ของ off-page SEO ที่เกี่ยวข้องกับ ลิงก์

Backlink (ลิงก์จากเว็บเพจ อื่น ที่ เชื่อมโยง ยัง กลับมา ยัง เว็บเพจ ของ พวกเรา)

บางทีอาจ เป็นส่วน ที่ สำคัญ ที่สุด ของ Off-Page SEO

ด้วยเหตุว่า การค้นหา ของ Google ถูกทำมาจาก สิ่ง ที่ เรียก ว่า PageRank ซึ่ง

เป็น อัลกอริที่ม ที่ มอง ประสิทธิภฟาพ แล้วก็ จำนวน ของ Backlink ที่มายัง

เว็บเพจ นั้น ผู้ที่มีความชำนาญ บางบุคคลเห็นว่า PageRank เป็นแถวคิด ที่เชย

แต่ว่า Google ยังคง รับรอง ว่านั่น เป็น สาเหตุ หนึ่ง สำหรับในการ จัดลำดับ จาก

เมื่อ ปีที่ผ่านมา

 

รายการของปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับ Off-Page SEO

 

ปริมาณของ Domain อ้างอิง

ไม่เพียงแค่ การ ได้รับ ลิงก์ จาก Domain อ้างอิงซึ่งไม่ ซ้ำกัน จะก่อให้การจัด

ชั้น ที่ ดียิ่งขึ้น เพียงแค่นั้น แม้กระนั้น ยัง รวมถึง ยอด การค้นหารวม ด้วย

 

ความนิยมชมชอบ ของลิงก์

ทุกลิงก์ ที่สร้าง มามิด้มีความเท่าเทียมกัน ซึ่ง ประสิทธิภาพ ก็คือ หนึ่ง ใน หัวข้อ

นั้นมัน เป็น ส่วนใดส่วนหนึ่ง สำหรับเพื่อการ ปฏิบัติงาน ของ PageRank ยิ่งลิงก์ นั้น

ความนิยมชมชอบมี ความชื่นชอบ สูง ก็ จะ ยิ่งสร้างความชื่นชอบไป ยังเว็บเพจ

นั้น สูง ตาม ไป ด้วย พูดอีกอย่างหนึ่ง ได้ ว่า ลิงก์ จาก เว็บ ที่ มีความชื่นชอบสูงมี

ค่ามากยิ่งกว่าลิงก์จากเว็บ ที่มีความชื่นชอบ น้อยกว่า

 

Dofollow และ Nofollow

Google มิได้คิดคะแนน RankPage ให้กับลิงก์ที่ ใส่ rel=nofollow เอาไว้ใน

ส่วนของ Tag

ด้วยเหตุดังกล่าว Google จะ ให้ความใส่ใจ เพียงแค่ ลิงก์ ที่ ให้ ติดตาม ผล

ตอบแทน เพียงแค่นั้น (dofollow)

ลิงก์ โดยมาก จะ สามารถ ติดตาม ได้ ( เป็น การ ซึ่งสามารถ คลิก เพื่อ ไป ยัง จุด

หมายปลายทาง ของลิงก์ได้) แต่ว่า บางเว็บ ยกตัวอย่างเช่น Forbes นั้น ดู

เหมือนจะทุก ลิงก์ ขาออก จะเป็น nofollow

 

Anchor Text

Anchor Text เป็น ลิงก์ ที่อยู่ ใน ลักษณะของ คำ ทั่วๆไป ซึ่งสามารถคลิก เพื่อ

เชื่อมโยง ไป ยัง อีก เว็บเพจ หนึ่งได้

Google ได้เจาะจงไว้ภายใน สิทธิบัตร RankPage ของพวกเขาไว้ว่า

Google ใช้เคล็ดวิธี จำนวนมากเพื่อ เปลี่ยนแปลง ประสิทธิภาพ การค้นหา ซึ่ง

รวมถึง ชั้น การค้นหา , Anchor Text และก็ ข้อมูล ที่ มีความใกล้เคียง กัน

กล่าวได้ อีกอย่างหนึ่ง ว่า มีความน่าจะเป็นว่า Backlink ที่เป็น Anchor Text

ที่เกี่ยวโยง กับ ประเด็นนั้น จะ มีผลต่อ การจัด ชั้น

นี้ เป็นสิ่งที่ พวกเรา เล่าเรียน รวมทั้ง พวกเรา เจอ ความเกี่ยวพัน ระหว่าง ความเด่น

ชัด ความคลุมเครือ รวมทั้งการใช้กลุ่มคำ ของ Anchor Text แม้ว่าจะ เป็น

เพียงแต่ ส่วน น้อย ก็ตาม

เกิดเรื่อง โชร้าย ถ้าคุณ สร้าง ลิงก์ด้วย แนวทาง White-Hat ( การเอาอย่างหลัก

ที่วัสดุค้นหาชี้แนะไว้อย่างแม่นยำตาม ศีลธรรม) คุณ จะควบคุม จำนวน ลิงก์ ที่

คุณ จะได้รับ กลับมา ได้ ไม่ดี นัก เว้นเสียแต่ เว็บเพจ ของ คุณ จะ เป็น บล็อก ผู้เที่ยว

ชม ปกติ

แม้ว่า คุณ จะ สามารถ ควบคุม จำนวน ลิงก์ ขาเข้า จาก Anchor Text ของ คุณได้

ก็ตาม โน่นก็บางทีอาจไม่ใช่ สิ่งดีเสมอก็ได้ เนื่องจากขณะนี้มี Penguin ที่

เป็น ส่วนใดส่วนหนึ่งของ อัลก อริ มหลัก ของ Google เวลานี้ ซึ่งกำลังกระทำ

การลงทัณฑ์เว็บ ที่ มานะ จัดลำดับ ด้วยการผลิต Anchor Text ที่ พากเพียร ใช้

Keyword คำเดียว มากไม่น้อยเลยทีเดียว จนถึงเหลือเกิน

รับทำ SEO นั่น ทำให้เห็นว่า ลิงก์จากเว็บเพจ ที่ มี ยอด เข้าชม สูง จะ มีน้ำ หนัก มากยิ่งกว่า

ลิงก์ ที่ มียอด การเข้าชม น้อย ไหมมี เลย

แต่ แม้ว่าจะมองมีเหตุผลสำหรับในการ ให้ความใส่ใจ กับลิงก์ จากเว็บเพจ ที่ มี

ยอด ผู้เข้าชม สูง แม้กระนั้น ก็ ไม่มี หลักฐาน ว่า ลิงก์ จาก เว็บเพจ ที่ มี ยอด ผู้เข้าชม

น้อย นั้น จะไม่มีความจำเป็น เลย ถ้าเกิด เว็บเพจ นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องกัน และก็มี

ยอด ผู้เข้าชม ใน ระดับ หนึ่ง คุณ ก็ควร ทำงาน ถัดไป

กลยุทธ์การทำ SEO

กลยุทธ์การทำ SEO ในทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน 

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์การทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

 

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

 

รับทำ SEO