วัดถ้ำเขาน้อย

วัดถ้ำเขาน้อย เป็นวัดที่อยู่ติดกันกับวัดถ้ำเสือ แต่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมากว่า 130 ปี และเป็นหนึ่งในสองวัดญวนในจังหวัดกาญจนบุรี วัดหนึ่งคือวัดถาวรวราราม ที่อยู่ในตัวเมือง อีกวัดนึงคือวัดถ้ำเขาน้อย ที่มีสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมเป็นแบบจีนที่งดงาม เรียบง่าย ตามแบบของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ตามที่ชาวญวนนับถือ สามารถเข้าเที่ยวชม สักการะเทพเจ้า และพระบรมสารีริกธาตุได้ทุกวัน

สิ่งที่สะดุดของวัดถ้ำเขาน้อยคงเป็นพระเจดีย์ทรงเก๋งจีนที่ตระหง่านเคียงคู่กับพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท ได้อย่างสวยงาม ภายในวัดถ้ำเขาน้อยมีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้

พระพุทธรูปจีนแบบต่าง ๆ ชั้นล่างสุด พอก้าวเข้าสู่ประตูไว้ไปจะพบกับพระสังกัจจาย และเทพ 18 อรหันต์องค์สีทองตามแบบนิยมของชาวจีน หลังจากนั้นจะต้องเดินไปตามบันไดหินที่ทอดยาวขึ้นไปด้านบน ระหว่างชั้นต่าง ๆ จะมีชั้นพัก แต่ละชั้นพักก็จะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ชาวจีนเคารพนับถือ เช่น พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิม และมีท้าวจตุรบาลที่คอยคุ้มครองสถานที่ หลังจากเดินตามบันได้ขึ้นเขามาจนสุด (เรียกความเหนื่อยได้พอสมควรทีเดียว) ufaจะพบกับองค์พระเจดีย์คีรีบรมธาตุ

พระเจดีย์คีรีบรมธาตุ เป็นพระเจดีย์ทรงเก๋งจีน ภายในแบ่งเป็นหลายชั้น(ไม่นับนับอีกตามเคย) แต่ละชั้นจะมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ประดิษฐานอยู่ทุกชั้น เชื่อมถึงกันด้วยบันไดเวียนที่วนจนเวียนหัว ตัวองค์พระเจดีย์แต่ละชั้นเปิดประตูโล่ง ลมผ่านเข้าออกได้อย่างสบาย ดังนั้นยิ่งสูงยิ่งหนาว ลมยิ่งแรง รอบ ๆ ชั้นเชื่อมกันสามารถเดินชมทิวทัศน์ได้ทั่ว ประดับฝาผนังของเจดีย์ด้วยภาพเขียนแบบจีน และแผ่นกระเบื้องนูนรูปพระพุทธรูปแบบจีน

พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่ที่ชั้นบนสุดของพระเจดีย์คีรีบรมธาตุ แต่กรอบกระจกบางด้านร้าวแตก(ไม่แน่ใจว่าฝีมือคน หรือฝีมือธรรมชาติ) ที่วัดถ้ำเขาน้อยนี้แม้จะอยู่ติดกับวัดถ้ำเสือแต่แตกต่างกันขึ้นระหว่างเส้นทางการเดินขึ้นชม มีนักท่องเที่ยวเพียงอีก 1-2 กลุ่มเท่านั้น ที่ขึ้นมาชม ทำให้เงียบสงบ พระสงฆ์ที่อยู่ที่วัดนี้ก็จะห่มจีวรแบบพระจีนเช่นกัน แม้การเดินทางจากลำบาก แต่หากชอบความเงียบสงบ และงดงามแบบจีนแล้วล่ะก็อย่าลืมแวะมาไหว้พระ และชมทิวทัศน์ที่วัดถ้ำเขาน้อย และแวะให้อาหารปลาที่สระน้ำด้านล่างด้วยนะคะ

วัดไชยชุมพลชนะสงคราม

วัดไชยชุมพลชนะสงคราม เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่ง จึงไม่สามารถหาประวัติอันแน่นอนได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อไร ใครเป็นผู้สร้าง แต่เข้าใจว่าเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีคงจะมีวัดนี้อยู่แล้วได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2521 สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

มีพระเจดีย์เก่าแก่องค์หนึ่่งอยู่ใกล้พระอุโบสถหลังเก่า ตั้งอยู่ริมตลิ่งพระเจดีย์องค์นี้มีชื่อทาง โบราณคดี กรมศิลปากรได้จัดขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ นอกจากความสำคัญ ด้านประวัติศาสตร์แล้วสิ่งที่โดดเด่นของวัดใต้ ก็คือ เรือเทวดาอันงดงาม ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ภายในวัด ซึ่งสร้างเพื่อใช้เป็นเมรุสำหรับตั้งศพของเจ้าอาวาส องค์เก่า หลังจากพิธีศพเสร็จสิ้นไป เรือเทวดาจึงกลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่

โดดเด่นที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือน

1.มณฑปรอยพระพุทธบาทจำลองวัดใต้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งแห่งวัดใต้คือ รอยพระพุทธบาทจำลอง ที่อยู่ตรงข้ามกับวิหารเจ้าแม่กวนอิม ตั้งเด่นสะดุดตาอยู่เบื้องหน้า ด้วยมณฑปสีขาว ที่เปิดโล่งรับลมใต้ได้เป็นอย่างดี

2.มณฑปรูปหล่อหลวงพ่อเปลี่ยนวัดใต้
สร้างประมาณ พ.ศ. 2370 ufabetภายในประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อายุร้อยกว่าปี เพดานเขียนภาพต่างๆ เช่น ภาพพรหมลูกฟัก ภาพเทวดา ภาพพระราหูอมจันทร์ นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อหลวงพ่อเปลี่ยนวัดใต้ที่สร้างขึ้นด้วยจิตศรัทธาของชาวบ้านวัดใต้แห่งนี้

3.ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในโบสถ์เก่าแก่ วัดใต้
ภาพจิตกรรมฝาผนังของวัดใต้แห่งนี้ ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยฝีมือช่างผู้ชำนาญการในสมัยก่อนถึงแสดงถึงภูมิปัญญาและความปราณีตในงานฝีมือได้เป็นอย่างดี โดยภาพวาดที่แสดงอยู่ที่ผนังด้านหนึ่งเขียนภาพประวัติขุนแผนย่างกุมารทอง ตามบทประพันธ์เสภาเรื่องขุนช้างขุนแผน ภาพพรหมลูกฟัก ภาพเทวดา เป็นต้น สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่น้อย

4.หุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่เปลี่ยน วัดใต้
“พระวิสุทธิรังสีชินศาสนโสภีสังฆปาโมกข์” หรือ “หลวงพ่อเปลี่ยน” แห่งวัดใต้ ท่านมีลูกศิษย์ลูกหาจำนวนไม่น้อย ด้วยความที่ท่านเป็นพระนักปฏิบัติ ทำให้ท่านได้ถวายงานในรัชกาลที่ 5 ถึงแม้ท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไปนานแล้ว แต่คุณงามความดีของท่าน ยังคงถูกเล่าขานสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันนี้ จากแรงศรัทธา จึงได้มีการสร้าง “หุ่นขี้ผึ้งหลวงพ่อเปลี่ยน” ขึ้น เพื่อถึงความเคารพ นับถือที่ชาวบ้านมีต่อท่าน

โบราณสถานบ้านดอนเจดีย์

โบราณสถานบ้านดอนเจดีย์ เป็นแหล่งกำเนิดวีรชน ซึ่งพบโครงกระดูกในบริเวณนี้หลายร้อยโครง ตลอดจนดาบโบราณ กรามช้าง และเครื่องม้า ฯลฯ เป็นจำนวนมาก และซากเจดีย์สมัยกรุงศรีอยุธยา

กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจเมื่อปี พ.ศ. 2525 ได้พบโครงกระดูกในบริเวณนี้หลายร้อยโครง ตลอดจนดาบโบราณ กรามช้าง และเครื่องม้า ฯลฯ เป็นจำนวนมาก และซากเจดีย์สมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่ด้วยอนุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราช บ้านดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี

เชื่อกันว่าเป็นเจดีย์ยุทธหัตถี ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ ทรงกระทำยุทธหัตถีชนะสมเด็จพระมหาอุปราชา กษัตริย์แห่งพม่า ภายในมี อาคารนิทรรศการสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งจัดแสดงประวัติและแผนที่ ที่เกี่ยวกับการรบในครั้งนั้น

องค์เจดีย์เป็นศิลปะแบบอยุธยา เป็นเจดีย์ทรงกลม ก่ออิฐฉาบปูน ส่วนยอดหักพังไปตามกาลเวลา จนปัจจุบันมีความสูงราว 3 เมตรufa เจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่ในที่ดอน ล้อมรอบด้วยป่าละเมาะเป็นบริเวณกว้าง มีแม่น้ำทวนไหลผ่านในบริเวณ ปัจจุบันสร้างเป็นรูปวงเวียน มีถนนภายในแบ่งเป็น 8 ด้าน มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรขณะกำลังประทับบนหลังช้างศึกอยู่ด้านหน้าองค์เจดีย์

ม่อนเงาะ

ม่อนเงาะ จุดชมวิวดอยม่อนเงาะนี้ถือว่ายังไม่ค่อยมีคนมานะ ชอบตรงที่เป็นธรรมชาติดีมากๆ ดอยนี้ความสูงน่าจะพันสี่ร้อยกว่าเมตร ดังนั้นเช้าๆมีหมอกแน่นอน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เหมาะกับคนชอบมากางเต้นท์ ถ่ายรูป เดินท่องเที่ยวธรรมชาติ สัมผัสความหนาวเย็น ชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าชิลๆ ทางด้านทิศตะวันตกของดอยจะเป็นดอยอินทนนท์ ทิศเหนือจะเป็นดอยฟ้าห่มปก

การเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ไปทางอำเภอแม่ริม เข้าสู่อำเภอแม่แตง แล้วเลี้ยวซ้าย เข้าสู่ถนนหมายเลข 1095 มันคือทางไปปายนั่นแหละ ขับไปประมาณ 10 กิโลเมตรจะเห็นป้ายบอกทางเข้าศูนย์พัฒนา โครงการหลวงม่อนเงาะ ให้เข้าไปต่ออีกซักพัก จะเจอทางแยกมีป้าย บอกทางให้เลี้ยวซ้าย ไปบ้านม่อนเงาะไปทางนี้เลย ขับเข้าไปจะเป็นทางขึ้นเขาขับระวังหน่อย แต่ถนนเป็นถนนคอนกรีตช่วงแรก และจะเป็นลูกรังขับจนไปถึงศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะแล้วเลยไปหน่อย จะเจอทางเข้าดอยม่อนเงาะ ถ้างงก็ถามชาวบ้านเอา

กางเต้นท์ตรงบริเวณลานกางเต้นท์เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับคนชอบอากาศหนาวๆนั่งคุย ปิ้งย่าง เล่นกีตาร์กัน หรือถ้ากลัวหนาวแถวนั้นก็มีโฮมสเตย์อยู่บ้างประปรายครับ

พิกัด : อยู่ที่ ต.เมืองก๋าย อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ถ้าใครเคยไปไร่ชาลุงเดช จะเดินทางเข้ามาทางเดียวกัน คือ จากอ.เมือว ขัมาทาง อ.แม่ริม พอเข้าสู่ อ.แม่แตง ต้องเลี้ยวซ้ายตรงทางไปปาย ขับเส้นแม่มาลัย-ปาย พอผ่านมาเจอวัดสบเปิง สักพักต้องเลี้ยวขวาเข้ามา พอขึ้นไปแล้วจะเจอทางแยก จะไปคนละทางกับไร่ชาลุงเดช คือ ต้องเลี้ยวซ้ายให้สังเกตป้ายดีๆ หรือใช้ GPS ufabetประกอบ ข้อควรระวัง คือ ทางชันและแคบมาก ควรใช้รถ 4wheel ดีที่สุด

ด่านเจดีย์สามองค์

ด่านเจดีย์สามองค์ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองลู เป็นเขตสิ้นสุดชายแดนฝั่งตะวันตกของไทย อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาญจนบุรี ประมาณ 215 กิโลเมตร บริเวณด่านมีเจดีย์ 3 องค์ ตั้งเรียงกันในแนวยาว ลักษณะเป็นเจดีย์ฐานแปดเหลี่ยม ด้านบนเป็นทรงกลม ยอดแหลม มีสีขาวขนาดไม่ใหญ่นัก ในอดีตเป็นเพียงกองหินที่ชาวบ้านนำมาวางไว้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเดินทางผ่านไปยังพม่า

ด่านเจดีย์สามองค์ หรือที่เคยรู้จักกันในชื่อ “หินสามกอง” เป็นจุดบอกเขตผ่านทาง พรมแดนไทย – พม่า ในแนวเขาตะนาวศรี ในปี พ.ศ. 2472 ufaพระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรี นำชาวบ้านมาช่วยก่อให้เป็นเจดีย์แทน เจดีย์สามองค์จึงเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของจุดข้ามพรมแดน เชื่อว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 3 พระสงฆ์ชาวอินเดียได้เดินทางผ่านพรมแดนนี้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในไทย และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอดีต ที่กองทัพพม่ายกทัพเข้ามาในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อไปตีอยุธยา ในศึกสงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ เมื่อปี พ.ศ. 2091

-ด่านชายแดนไทย-พม่า -พระเจดีย์สามองค์ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ -พื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยโบราณ -เป็นเส้นทางเชื่อมโยงไทย – พม่าที่สำคัญ

แคมป์ช้างแก้วท่าเสา

แคมป์ช้างแก้วท่าเสา ขี่ช้าง ล่องแพ ชมธรรมชาติ บนพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ที่มีกิจกรรมสนุกสนานให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส โดยวัตถุประสงค์การก่อตั้งแคมป์ช้างแห่งนี้

เพื่อช่วยเหลือชนเผ่าชาวเขาที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรีให้มีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวและอยู่ร่วมกับธรรมชาติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

การแสดงของช้าง การนั่งช้างชมธรรมชาติ และการล่องแพสัมผัสบรรยากาศลำน้ำแควน้อย ค่าบริการ 200 บาท/รอบ (30 นาที)ufabet เปิดเวลา 08.00 – 16.00 น.

ศูนย์แสดงช้างที่มีชื่อเสียงของอำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี -เป็นแคมป์ช้าง เป็นที่เลี้ยงช้าง -มีกิจกรรมนั่งช้าง -ล่องแพ

ชุมชนท่องเที่ยวบ้านบ่อเจ็ดลูก

ชุมชนท่องเที่ยวบ้านบ่อเจ็ดลูก ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลปากน้ำ อำเภอละงู จังหวัดสตูล เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดกับทะเลอันดามัน คนในชุมชนยึดอาชีพประมงเป็นหลัก รองลงมาคืออาชีพค้าขาย อยู่ห่างไกลจากชุมชน ห่างจากอำเภอละงูประมาณ 18 กิโลเมตร

เป็นชุมชนชนบท ชาวบ้านในชุมชนเป็นคนมีน้ำใจ เป็นกันเอง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อัธยาศัยไมตรีต่อผู้พบเห็น การเป็นอยู่เรียบง่าย ทุกคนในหมู่บ้าจะรู้จักกันหมด มีความเป็นอยู่แบบพี่น้องกัน ได้มาก็แบ่งกินกัน มีความเคร่งขัดในเรื่องของศาสนามีการสอนอัล-กรุอาน ในชุมชนมีโต๊ะครู (นักวิชาการอิสลาม) ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านศาสนา และมีการแลกเปลี่ยนกันในเรื่องศาสนา ชาวบ้านจึงใช้หลักการทางศาสนาอิสลามเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต

บ้านบ่อเจ็ดลูกมีประชากร 788 คน จาก 190 ครัวเรือนนับถือศาสนาอิสลาม ชาวบ้านบ่อเจ็ดลูกประมาณ 90 % มีอาชีพประมงเป็นหลัก ใช้เรือหัวโทงออกทะเล ใช้อุปกรณ์ประมง คือ อวนปลา อวนกุ้ง ลอบ จับสัตว์น้ำตั้งแต่ริมชายฝั่ง ถึง 5 ไมล์ทะเล สัตว์น้ำที่จับได้มี ปลาทู ปลาทราย ปลาจวด หมึกและอื่นๆ ส่วนกุ้งจะเป็นกุ้งแชบ๋วย นอกจากนั้นทำไซปลาเก๋า อวนปลา(อวนถ่วง)ufa

การออกทะเลอาศัยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ฤดูกาลของสัตว์น้ำเป็นตัวกำหนดเครื่องมือประมง เปลี่ยนแปลงหมุนเวียนแต่ละปี การทำประมงของชาวบ้านเสมือนการอนุรักษ์ธรรมชาติในตัว คือ เครื่องมือของชาวประมงพื้นบ้านเป็นเครื่องมือจับสัตว์น้ำเฉพาะอย่าง เฉพาะขนาด และอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว

เช่น อวนกุ้ง ได้กุ้งเป็นหลักสัตว์น้ำชนิดอื่นไม่ค่อยมี กุ้งที่ได้มีขนาดใหญ่ ช่วงมรสุม เป็นช่วงที่มีกุ้งชุกชุม ชีวิตมีความเป็นอยู่แบบหาเช้ากินค่ำ แต่คนในชุมชนบอกว่าเป็นอาชีพที่มีความสุข เพราะได้อยู่ท่ามกลาง ธรรมชาติ ส่วนหนึ่งประกอบอาชีพการเลี้ยงปลาหรือเลี้ยงหอยในกะชัง เช่น ปลาเก๋า ปลากะพง ปลาเก๋าเก (ดอกหมาก) หอยแมลงภู่ บางส่วนเลี้ยงปลาโดยการซื้อพันธุ์ปลา บางส่วนได้มาจากการดักลอบมาเลี้ยงในกระชัง เป็นอาชีพเสริมของชาวบ้านในชุมชน

นอกจากการออกทะเลเพื่อจับสัตว์น้ำ สามารถสร้างรายได้ แต่บางครั้งก็ขึ้นกับราคาตลาดสินค้าสัตว์น้ำ ซึ่งไม่แน่นอน

ชุมชนท่องเที่ยวบ้านบ่อเจ็ดลูก ในช่วงเดือน พฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ของทุกปีมีการปลูกแตงโม ในระยะเวลา 90 วัน เป็นอาชีพเสริม ในช่วงนั้นชาวประมง จับสัตว์น้ำไม่ค่อยได้ ทะเลน้ำใส ช่วงมรสุมตะวันออก จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อถึงในหมู่บ้าน มีพันธุ์แตงโมที่ขึ้นชื่อ คือ พันธุ์กินรี จินตหรา แตงลาย และดำกา ชาวบ้านจะปลูกคละกันไปตามความนิยมของลูกค้า และตามความถนัดของผู้ปลูก

พันธุ์แตงโมส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมคือ พันธุ์กินรี จะให้ผลผลิตดีลูกหนึ่งหนัก 5 – 7 กิโลกรัม เนื้อแน่น เปลือกบาง รสหวาน สีแดงเนื้อเป็นทราย ราคาขายกิโลกรัมละ 8-10 บาทได้ราคาดีปีหนึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นกอบเป็นกำ เป็นรายได้เสริมของชาวบ้านบ่อเจ็ดลูกที่สืบต่อมาจากบรรพบุรุษ ชาวบ้านบางส่วนจะปลูกผักไปพร้อมกับการปลูกแตงโม เช่นแตงกวา บวบ ฟักเขียว ถั่วฝักยาว

เริ่มปลูกประมาณ 6 ปี เป็นช่องทางหนึ่งในการเสริมรายได้ของคนในชุมชนที่เห็นว่าแตงโมไม่สามารถปลูกซ้ำในพื้นที่เดิม จึงหมุนเวียนมาปลูกผัก ในปีต่อไปกลับมาปลูกแตงโม หมุนอย่างนี้เรื่อยไปทุกปี นอกจากนั้นเลี้ยงวัว ในที่ของตัวเอง และทุ่งเลี้ยงสัตว์ของหมู่บ้าน ที่ว่างเว้นจากการปลูกแตงโม มีวัวเลี้ยงประมาณ 80 ครัวเรือน ๆละ 4-5 ตัว และมีการจัดตั้งกลุ่มเลี้ยงวัวขึ้น มีสมาชิก 40 คน นอกนั้นมีรับจ้างทั่วไป การหาหอยขายท้ายเภาขายในช่วงฤดูกาล การเจาะหอยนางรม เพื่อเสริมรายได้ให้กับครัวเรือน

บ่อเจ็ดลูก มีประวัติกล่าวขานว่าในอดีตอันยาวนานยังมีชาวเลตีนแดงเผ่ามอแกนซึ่งอาศัยไม่ค่อยเป็นหลักแหล่งได้เดินทางมา ณ ที่เกาะหนึ่งซึ่งเป็นเกาะเล็กๆอยู่ทางตอนใต้ของทะเลอันดามัน และได้เดินหาน้ำดื่ม จึงเกิดเป็นตำนานเจ็ดบ่อขึ้นมา

แต่จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่านั้นบอกว่ามีสามตำนานด้วยกันที่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องไหนคือเรื่องที่ถูกต้องที่สุดและเรื่องใดไม่เป็นความจริง
ชาวเลเมื่อเดินหาน้ำดื่มจนมาพบบ่อน้ำผุดมาจากใต้ดินจำนวน 7 บ่อด้วยกัน บ่อแรกใหญ่หน่อยเรียกกันว่าบ่อพ่อ ที่เหลือก็เป็นบ่อแม่และบ่อลูก ขนาดลดหลั่นกันไป

เชื่อกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์ของเรื่องกล่าวอะไรไว้ก็ได้ดังใจ มีการร้องรำทำเพลงบ้าง นำไก่ขาวมาเชือดบ้างเพื่อแก้บนอีกนัยหนึ่งก็ว่าเมื่อชาวเลต้องการน้ำก็ได้ทำการขุดบ่อน้ำขึ้นมา 1 บ่อ ใช้มาตลอดจนกระทั่งมีลูกมาปรึกษาหารือจนมีข้อสรุปว่าแต่ละคนขุดบ่อมาคนละบ่อ ขุดใกล้ๆกับพ่อนี่แหละ จาก 1 บ่อ ก็เป็น 7 บ่อ
ยังมีอีกตำนานที่บอกว่าชาวเลเมื่อได้ร้อนแรมมาพักที่เกาะแห่งนี้ก็ได้ตั้งรกรากที่นี่ และขุดบ่อน้ำเพื่อใช้ บ่อแรกก็ขุดพบว่าน้ำเค็มใช้ไม่ก็ขุดต่ออีกก็เค็มอีก จนขุดถึงบ่อที่ 7 ปรากฏว่าน้ำจืด จึงได้ใช้กันเรื่อยมา

ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองมีชายคนหนึ่งเดิมเป็นคนในพื้นที่บ้านตะโละใส่ชื่อว่านายอับดุลรอหมาน ปากบารา มีอาชีพทำการค้ากับรัฐปีนังสินค้าก็จะมี แป้ง สบู่ น้ำตาล ได้เข้ามาอาศัยที่แห่งนี้

ด้วยเป็นคนที่มีความรู้ด้านศาสนาอิสลามก็เป็นผู้บุกเบิกสร้างมัสยิดขึ้นมาและได้สอนให้กับชาวเลที่อาศัยอยู่ก่อนด้วย และดูแลความสงบของที่นี่ อยู่มาระยะหนึ่งก็ได้ชักชวนเครือญาติมาอยู่ด้วยคนที่เพิ่มขึ้นทำในชาวเลต้องอพยพจากเกาะแห่งนี้หาที่อยู่อาศัยใหม่เพราะพวกเขาไม่ชอบที่มีคนเยอะๆ

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 นายอับดุลรอหมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็นขุน(เทียบกับปัจจุบันคือกำนัน)และได้รับพระราชทานนามสกุล เป็น ขุนบารา บุรีรักษ์ ท่านได้ขึ้นปกครองที่นี่ และได้เรียกสถานที่แห่งนี้ตามสัญลักษณ์ ว่าตาลากาตูโหย๊ะ ซึ่งเป็นภาษามาลายู (ตาลากา แปลกว่า บ่อ / ตูโหย๊ะ แปลกว่า 7 แปลรวมกันว่า บ่อเจ็ดลูก) ไปขึ้นกับการราชการเพื่อเป็นชื่อเรียกหมู่บ้าน แต่ชื่อเรียกยากจึงเปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่า บ้านบ่อเจ็ดลูก มาจนถึงปัจจุบัน
ขุนบารา บุรีรักษ์มีลูกสาวทั้งหมด 4 คน ไม่มีทายาทผู้สืบสกุล ทำให้นามสกุลบุรีรักษ์ขาดหายไป ปัจจุบันยังมีลูกสาวอีกคนที่ยังมีชีวิตอยู่และอาศัยในบ้านบ่อเจ็ดลูก คือคนที่ 4 มีชื่อว่านางไซหนุน ถิ่นกาแบง

เกาะบุโหลน

เกาะบุโหลน หรือ หมู่เกาะบูโหลน ห่างจาก ท่าเรือปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ประมาณ 22 กิโลเมตร อยู่ในความรับผิดชอบของ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตราประกอบด้วยเกาะต่าง ๆ 8 เกาะ

ได้แก่ เกาะบูโหลนเล เกาะบูโหลนดอน เกาะบูโหลนไม้ไผ่ เกาะตงกู เกาะลามา เกาะอายำ เกาะรังนก และ เกาะลูกหิน ส่วนคำว่า บูโหลน เพี้ยนมาจากภาษามลายู “บูโละ”แปลว่า “ไม้ไผ่” เนื่องจากบนเกาะอุดมสมบูรณ์ด้วยไม้ไผ่ จึงเรียกชื่อเกาะตามพันธุ์ไม้

เกาะบูโหลน เป็นเกาะที่มีหาดทรายขาว น้ำใส สามารถมองเห็นปะการังใต้น้ำ จนได้ชื่อว่าเป็นมุกใหม่แห่งอันดามัน โดยเฉพาะ เกาะบุโหลนเล หรือ บูโหลนใหญ่

มีทิวสนขึ้นริมหาดทรายขาว เป็นแนวยาวเสมือนเป็นแนวกำแพงป้องกันภัยทางด้านเหนือและใต้ สามารถกำบังลมได้ดี และมีจุดดำน้ำตื้นและดำน้ำลึกกระจายอยู่หลายจุด

เช่น เกาะอายำ และ เกาะหินขาว ยามค่ำคืนบริเวณชายหาดมีปูเสฉวน ปูลม ให้ดู และยังเป็นจุดดูพระอาทิตย์ตกที่สวยงามจุดหนึ่งด้วย

อ่าวเด่น ๆ ของ เกาะบูโหลนเล ufabetได้แก่ อ่าวหน้าแกะ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเกาะ หาดทรายขาวสะอาด ยื่นเหยียดตรงออกไปในน่านน้ำ สีมรกต ระดับความลาดเอียงต่ำจึงลงเล่นน้ำได้ดี ริมหาดร่มรื่นไปด้วยทิวสน เหมาะสำหรับการแค้มปิ้ง กางเต็นท์ริมหาด ยามเช้ายังสามารถชมพระอาทิตย์บริเวณหน้าหาดได้ด้วย

อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน

อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญทางด้านเกษตร และประมง พร้อมทั้งยังเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ มีลมพัดเย็นสบาย ริมอ่างเก็บน้ำเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทหลายแห่ง

อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน นับได้ว่าเป็น สถานที่ท่องเที่ยว ที่สำคัญของ จังหวัดอำนาจเจริญ โดยอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน มีพื้นที่ตั้งอยู่ ในเขตการปกครองของ บ้านพุทธมงคล ตำบลบุ่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ

อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ทางกรมชลประทาส ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง เป็นเวลา 6 ปีตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2500 แล้วเสร็จในปีพุทธศักราช 2506

มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อ่างเก็บน้ำห้วยปลาแดก เป็น เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองอำนาจเจริญ ไปทางทิศเหนือเพียง 3 กิโลเมตรเท่านั้น โดยอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่ ของกรมชลประทาง สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด มากถึง 21.94 ล้านลูกบาศก์เมตร อีกทั้งบริเวณสันเขื่อนที่มีความยาวถึง 1,300 เมตรufa และความกว้าง หน้าสันเขือน กว้างถึง 6 เมตร

ทำให้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบ มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างมาก อ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน

นอกจากจะเป็นแหล่งน้ำ ที่ใช้เพื่อการเกษตร เพาะปลูก ของชาวบ้านในฤดูฝน ได้มากกว่า 14,214 ไร เป็นแหล่งน้ำเพื่อ ทำการเพาะปลูกในฤดูแล้ง มากกว่า 4,000 ไร่ ที่สำคัญยังเป็น แหล่งน้ำเพื่อการ อุปโภคบริโภค ของประชาชนในเขตอำเภอเมืองแล้ว

ทางจังหวัดอำนาจเจริญ ได้มีการปรับปรุง ภูมิทัศน์ โดยรอบบริเวณอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ให้มีความร่มรื่น เพื่อพัฒนาให้เป็น สถานที่ท่องเที่ยว ของทางจังหวัดอำนาจเจริญ

ป่าดงใหญ่

ป่าดงใหญ่ สถานที่ตั้ง ตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ สิ่งดึงดูดใจเป็นสถานที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าไม้ชุมชนที่ราษฎรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า ทุกคนมีจิตสำนึกร่วมในการอนุรักษ์ป่าไม้ เป็นสถานที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เป็นป่าไม้ชุมชนที่ราษฎรในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ป่า

ศูนย์เพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตว์ป่า (บริเวณศูนย์ศิลปาชีพ)
สวนสัตว์เปิดเฉลิมพระเกียรติบ้านนาคูและหนองสีโว สามารถเดินชมทัศนียภาพและสัตว์ได้ มีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจufabet

  • เพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนดงใหญ่และพื้นที่ลุ่มน้ำลำเซบายตอนกลา
  • เพื่อศึกษาการจัดการทรัพยากรชีวภาพโดยชุมชนและการพัฒนาองค์ความรู้ใน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
  • เพื่อส่งเสริมกิจกรรมธรรมชาติศึกษาให้กับเยาวชนและสถานศึกษาในพื้นที่โครงการ