ผักเพื่อสุขภาพ กินอย่างไรให้ได้ ประโยชน์สูงสุดจากข้างในสู่ข้างนอก

“ผัก” จัดอยู่ในอาหารหมู่ที่5 คือวิตามินและเกลือแร่ ซึ่งทั้งที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย โดยส่วนใหญ่ผักจะอุดมไปด้วย วิตามิน เอ วิตามินบี วิตามินซี โพแทสเซียม แมงกานีส สังกะสี ฟอสฟอรัสและอื่นๆขึ้นอยู่กับชนิดของผัก โดยในบางครั้งกรรมวิธีในการปรุงอาหารก็มีส่วนทำให้สารอาหารในผักเพื่อสุขภาพหลายๆ ชนิดลดลงไปบ้างไม่มากก็น้อย เทศกาลกินเจปีนี้ สุขภาพดีนำเสนอวิธีรับประทาน ผักเพื่อสุขภาพ อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด เพื่อสุขภาพที่ดีของคนถือศีลกินเจกัน

ผักเพื่อสุขภาพ ที่ควรรับประทานสด ได้แก่ผักที่มีวิตามินซีสูง เช่นแครอท แตงกวา และมะเขือเทศ โดยนอกจากจะมีวิตามินซีแล้ว ผักต่างๆเหล่านี้ยังมี วิตามินเอ วิตามินบี เหล็ก ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีน ซึ่งช่วยบำรุงสายตาและช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถป้องกันมะเร็งได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามสารอาหารเหล่านี้ก็สามารถสลายไปพร้อมกับการปรุงอาหารได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินจะสลายตัวเมื่อได้รับความร้อน ดังนั้นหากรับประทานแบบสดๆ ก็จะได้สารอาหารครบถ้วนมากกว่านำไปปรุงสุกนั่นเอง

แต่ในความเป็นจริงการรับประทานผักสดอาจดูไม่ง่ายนัก เนื่องจากผักสดส่วนใหญ่มักจะมีกลิ่นฉุนและรสชาติเฉพาะตัว ดังนั้นวิธีการรับประทานผักสดให้อร่อยควรรับประทานเป็นสลัด ซึ่งน้ำสลัดและผลไม้ชนิดอื่นๆที่เติมลงไปจะทำให้ผักสดรสชาติดีขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่งคือการนำผักและผลไม้มาปั่นรวมกันเป็นเครื่องดื่ม เติมเกลือเล็กน้อยเพื่อปรับรสชาติจากนั้นนำไปแช่เย็นเพื่อให้ได้ความสดชื่น ก็เป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ดีทีเดียว

ผักเพื่อสุขภาพ ที่ควรทานแบบปรุงสุก

ผักเพื่อสุขภาพ ที่ควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน ส่วนใหญ่จะมีสารเฉพาะตัวที่หากรับประทานสดจะส่งผลเสียกับร่างกายมากกว่าผลดี เช่นในกะหล่ำปลีสดจะมีสารกอยโตรเจน ซึ่งส่งผลต่อการดูดซึมสารไอโอดีนในร่างกาย ดังนั้นหากรับประทานมากเกินไปก็จะส่งผลต่อต่อมไทรอยด์และทำให้เป็นโรคคอพอกได้ ซึ่งสารชนิดนี้นอกจากจะมีกะหล่ำปลีแล้ว ยังสามารถพบในบล็อกโคลี่และผักกาดขาว ซึ่งนิยมนำมารับประทานสดๆคู่กับน้ำพริกอีกด้วยถึงแม้ในทางการแพทย์จะระบุไว้ว่าต้องรับประทานในปริมาณมากถึงจะส่งผลต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด แต่เพื่อความปลอดภัยในระยะยาวก็ควรนำไปปรุงให้สุกเสียก่อนหรือหากชอบรับประทานแบบสดๆก็ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและรับประทานผักชนิดอื่นร่วมด้วย

อย่างไรก็ตามหลายคนยังคงมีความเชื่อที่ว่าความร้อนจากกรรมวิธีในการปรุงอาหารจะทำให้สารอาหารอาหารหรือวิตามินต่างๆในผักเพื่อสุขภาพสูญเสียไป ดังนั้นหากจำเป็นต้องปรุงผักให้สุกก่อนรับประทานควรใช้ความร้อนน้อยที่สุดและรับประทานทันทีเพื่อคงคุณค่าของสารอาหารให้ได้มากที่สุด และควรใช้วิธีผัดหรือต้มแทนการลวกเนื่องจากวิตามินที่ออกมาจะยังคงอยู่ในน้ำผัดหรือน้ำแกง ซึ่งหากเรานำมาราดข้าวหรือซดร้อนๆก็จะยังคงได้รับสารอาหารที่ค่อนข้างครบถ้วนอยู่

จะเห็นได้ว่าผักแต่ละชนิดมีวิธีในการรับประทานต่างกัน หากอยากรับประทานให้ได้สารอาหารครบถ้วน ก็ควรเลือกชนิดของผักและวิธีการรับประทานให้ถูกต้อง เพียงเท่านี้เราก็จะได้ทานผักเพื่อสุขภาพ ที่ให้ประโยชน์สูงสุดกับร่างกายและดีต่อสุขภาพของเราในทุกๆ วัน ทุกๆ มื้ออาหาร รวมถึงเทศกาลกินเจปีนี้กันด้วยค่ะ

ดื่มน้ำให้ผอม ช่วย “ลดน้ำหนัก” แถมผิวสวยเปล่งปลั่ง

วิธี การดื่มน้ำ ให้ผอม ช่วย “ลดน้ำหนัก” แถมผิวสวยเปล่งปลั่ง

หนึ่งในวิธี “ลดน้ำหนัก” ที่สาวๆ สายสุขภาพให้การยอมรับและบอกต่อกันมากก็คือ “การดื่มน้ำ”เยอะๆ แต่รู้หรือไม่? ว่า การดื่มน้ำ เพื่อให้ผอมหุ่นดีผิวสวยเปล่งปลั่ง ก็ต้องมีขั้นตอนการดื่มน้ำให้ถูกต้องด้วยจร้า


 

การดื่มน้ำ

1. ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอน

โดยปกติแล้วร่างกายผู้ชายจะต้องการน้ำเปล่าประมาณ 13 แก้วต่อวัน ส่วนร่างกายผู้หญิงต้องการน้ำ 9 แก้วต่อวัน ขั้นตอนแรก เริ่มจากให้ฝึกตื่นเช้าให้เป็นนิสัย เพราะร่างกายของเรามีนาฬิกาชีวิต อวัยวะต่างๆ จะทำงานตามเวลาของมัน ซึ่งเราก็ต้องดื่มน้ำให้สัมพันธ์กับแต่ละช่วงเวลาด้วย

เวลา 06.30-07.00 น. ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว หลังตื่นนอนตอนเช้าทันที ช่วงนี้เลือดในร่างกายจะมีความข้นหนืดสูง หลังจากขาดน้ำมาทั้งคืน การดื่มน้ำในตอนนี้จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และยังช่วยกระตุ้นการขับถ่าย

2. ช่วงสายๆ ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว

เวลา 08.00 น. ดื่มน้ำ 1 แก้ว โดยดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารเช้า 1 ชม. ไม่ควรดื่มก่อนกินข้าวแบบทันที เพราะจะทำให้น้ำย่อยมีความเจือจางลง ทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาจทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ

ถัดมา เวลา 09.00-11.00 น. ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ร่างกายเริ่มทำงานเต็มที่ในช่วงเวลานี้ พอทำงานเต็มที่ก็จะมีของเสียเกิดขึ้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อชำระล้างของเสียเหล่านั้นออกไปจากร่างกาย

3. การดื่มน้ำก่อนมื้อเที่ยง

เวลา 12.00 น. เที่ยงวัน ให้ดื่มน้ำ 1/2 แก้ว ก่อนรับประทานอาหาร 1 ชม. หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จิบน้ำล้างปากได้เล็กน้อย ไม่ควรดื่มน้ำตามมากๆ เพราะจะทำให้น้ำย่อยเจือจาง ย่อยอาหารไม่ดีเท่าที่ควร

4. ช่วงบ่าย ดื่มน้ำ 2-3 แก้ว

เวลา 13.00-16.00 น. ดื่มน้ำ 2 แก้ว ไม่ต้องดื่มน้ำรวดเดียวทั้ง 2 แก้วนะ แต่ให้ใช้การจิบน้ำระหว่างวันไปเรื่อยๆ เพื่อดับกระหาย และเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวพรรณ ยิ่งใครที่นั่งทำงานในห้องแอร์ ผิวจะแห้ง หยาบกระด้างได้ง่าย จึงควรเติมน้ำให้ผิวในช่วงนี้

5. ดื่มน้ำก่อนมื้อเย็น 1-2 แก้ว

เวลา 17.00-19.00 ช่วงเย็นควรแบ่งเวลาไปออกกำลังกาย และก่อนจะทานมื้อเย็น ให้ดื่มน้ำก่อนอาหาร 1 ชม. ในปริมาณ 1-2 แก้ว ถัดมาในช่วงหัวค่ำ เวลา 19.00-21.00 น. ให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว โดยใช้การจิบน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อให้ระบบเลือด ระบบลำไส้ทำงานได้ดี

6. ก่อนนอน ดื่มน้ำ 1 แก้ว

ในแต่ละวัน ควรเข้านอนเวลา 23.00 น. หรือไม่เกินเที่ยงคืน โดยก่อนจะนอน 1 ชม. ให้ดื่มน้ำ 1 แก้ว เพื่อชำระล้างสิ่งที่ตกค้างในลำไส้ แต่ไม่ควรดื่มใกล้เวลานอนเกินไป เพราะจะทำให้ปวดปัสสาวะกลางดึก รบกวนการนอน ทำให้นอนหลับไม่สนิทได้

7. ทำไมการดื่มน้ำ ช่วยลดความอ้วน?

ดื่มน้ำเยอะๆ มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน เพราะการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายของเราให้ลงได้ และถ้าดื่มก่อนมื้ออาหาร 1 ชม. ก็จะช่วยลดความอยากอาหารลงได้ด้วย อีกทั้งช่วยในการย่อยอาหารให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป (ไม่ควรเกิน 10 แก้วต่อวัน) เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก ทำให้เซลล์บวมน้ำ อาการต่อมาคือปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้

 

5 ท่า 10 นาที! ลดพุง เพื่อคนที่คุณรัก ชีวิตดี๊ดี

ออกกำลังกาย
ออกกำลังกาย

วันนี้เราจะมาบอกวิธี ที่รู้ใจสาวๆ ที่มีความขี้เกียจเล็กน้อย แถมไม่ชอบ ออกกำลังกาย แต่อยากได้อยากมีหน้าท้องแบนๆ แบบไม่ต้องทำอะไรมาก ด้วยการนำท่า ออกกำลังกาย สุดง่ายแบบนอนทำได้บนเตียงมาฝาก 5 ท่าด้วยกัน! เป็น 5 ท่า ที่ต้องบอกว่าง๊ายง่าย ขยับตัวไม่เยอะ แต่ช่วยลดพุงได้ดีจริงๆ ค่ะ ทำ 5 ท่านี้ทุกวัน ท่าละ 10 นาทีเท่านั้น จะตอนเช้าหลังตื่นนอน หรือก่อนนอน ก็รับรองว่า หน้าท้องเฟิรมๆ มาแน่! เเถวฟรีสุขภาพดีอีกด้วย

 

 

1.1 นอนตะแคง แขนซ้ายตั้งศอก มือขวาเท้าเอวไว้ วางสะโพกซ้ายและต้นขาซ้ายแนบพื้น

1.2 เกร็งหน้าท้อง ยกสะโพกและต้นขาขึ้นจากพื้น ให้ลำตัวตั้งตรง

1.3 ทำข้างละ 5-10 ครั้ง

2.1 นอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้น งอเข่า ทำมุม 90 องศา ยกลำตัวด้านบนขึ้น และเหยียดแขนออกไปด้านหน้า

2.2 เหยียดขาขวาตรงออกไปด้านหน้า

2.3 จากนั้นสลับเป็นขาซ้าย เหยียดออกไปด้านหน้า

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

3.1 นอนหงาย ยกขาทั้งสองข้างขึ้น งอเข่า ทำมุม 90 องศา ยกต้นคอและศีรษะขึ้น แขนทั้งสองวางไว้ด้านหลังศีรษะ

3.2 บิดลำตัวด้านบนไปทางซ้าย ให้ศอกขวาแตะเข่าซ้าย พร้อมๆ กับเหยียดขาขวาออกไป

3.3 จากนั้นสลับ บิดลำตัวด้านบนไปทางขวา ให้ศอกซ้ายแตะเข่าขวา พร้อมๆ กับเหยียดขาซ้ายออกไป

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

4.1 ยกลำตัวและขาขึ้นให้เป็นรูปตัว V งอเข่าให้ขาขนานกับพื้น ประสานมือทั้งสองข้างชี้ไปด้านหน้า

4.2 จากนั้นบิดลำตัวไปด้านขวาและทิ่มมือลงด้านขวา

4.3 จากนั้นสลับ บิดลำตัวไปด้านซ้ายและทิ่มมือลงด้านซ้าย

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

5.1 นอนหงาย เหยียดแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ แขนซ้ายวางข้างลำตัว พร้อมกับชันเข่าขวาขึ้น

5.2 ยกลำตัวและขาซ้ายขึ้น ใช้มือขวาแตะปลายเท้าซ้าย

5.3 จากนั้นสลับข้าง เหยียดแขนซ้ายขึ้นเหนือศีรษะ แขนขวาวางข้างลำตัว พร้อมกับชันเข่าซ้ายขึ้น

5.4 ยกลำตัวและขาขวาขึ้น ใช้มือซ้ายแตะปลายเท้าขวา

ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง

10 สิ่งควรทำ หากต้องการสุขภาพดี ปี 2020

คุณจะกลายเป็น คนดูดีมีสุขภาพแบบทำจริง พูดจริง ไม่ต้องง้ออาหารเสริม

         มีหลายคนตั้งเป้าหมายว่าปีใหม่นี้อยากจะเริ่มต้นใหม่ทำอะไรหลายๆ อย่างที่ยังไม่เคยทำหรือยังทำไม่สำเร็จ บางคนก็อยากเก็บเงินให้ครบตามจำนวนที่ตั้งไว้ บางคนก็ตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับหน้าที่การทำงาน ในขณะที่หลายๆ คนก็ตั้งเป้าหมายเกี่ยวกับสุขภาพ แต่ถ้าเรามัวแต่พูดไม่ลงมือทำสิ่งต่างๆ ก็คงไม่เกิด มาเริ่มต้นกันที่ใกล้ตัวที่สุดนั่นคือ “สุขภาพ” วันนี้เราขอนำ 10 วิธีที่ ที่่จะทำให้ทุกคนๆ หันมาบอกว่าคุณดีขึ้นมากและดูดีที่สุดสำหรับ ปี2020

สุขภาพ
สุขภาพ

1. วิถีการกินเเห่งสุขภาพดี

        การที่เราจะมีสุขภาพดีได้นั้น หนึ่งในปัจจัยหลักอยู่ที่การกิน เพราะถ้าเรากินแต่สิ่งที่ดีมีประโยชน์ร่างกายเราก็จะได้รับแต่สารอาหารที่ดี บางคนชอบกินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์ ร่างกายก็จะทำงานหนักในการขับสิ่งไม่ดีออกไป หลักการกินอย่างที่เราเคยเรียนมาง่ายๆ เลยครับ แค่กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โภชนาการครบถ้วนและหลากลาย เน้นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่มีประโยชน์ ขนมหรือของหวานชนิดไหนที่ให้พลังงานที่สูงมากก็ควรหลีกเลี่ยงหรือกินให้น้อยลง เครื่องดื่มก็สั่งเป็นแบบหวานน้อยเพื่อลดน้ำตาลลง อาจจะไม่อร่อยเหมือนเดิม แต่สุขภาพที่ได้กลับมานั้นจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

2. พักผ่อนให้พอดีต่อวัน วางแผนการนอนให้ดี

         ในทุกๆ วัน เราควรเข้านอนช่วง 3-5 ทุ่มเพราะเวลานี้เป็นเวลาที่ระบบภูมิต้านทานโรคจะทํางานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และสะสมพลังงานสํารองไว้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอตลอดคืน หากนอนเลยเวลาไป ถึงนอนครบ 8 ชั่วโมง ตื่นมาก็จะไม่รู้สึกสดชื่น และในช่วงเวลาตี 1-ตี 3 จะเป็นช่วงเวลาของตับขจัดสารพิษตกค้าง ถ้าช่วงเวลานี้ได้หลับ ตับจะหลั่งสารเมลาโทนินเพื่อฆ่าเชื้อโรค ทําให้หน้าอ่อนเยาว์ ถ้าใครอยากหน้าเด็กก็ควรวางแผนการนอนให้ดีนะครับ

3. ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

        การตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอจะทำให้เรารู้แนวโน้มสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การตรวจสุขภาพที่ถูกต้องจะทำให้เราได้รู้ว่า “เรายังมีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง” เพื่อจะได้ป้องกันก่อนที่จะเกิดโรคนั้นๆ การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะแรกๆ มีประโยชน์ต่อตัวเรามากกว่าการตรวจพบเมื่อมีอาการปรากฏมาระยะหนึ่งแล้ว

4. เช็คสุขภาพฟันเป็นประจำ

        ปัญหาในช่องปาก เป็นปัญหาที่พบได้กับทุกคน เพราะเราต้องใช้งานช่องปากในการกินอาหารทุกวัน หรืออย่างคนที่ชอบดื่มชา กาแฟ แล้วไม่ไปขูดหินปูนก็มีโอกาสฟันห่างได้ หรือประสบปัญหาปวดฟันจนไม่มีสมาธิทำงาน ดังนั้นปัญหาช่องปากและฟันหากถูกแก้ไขอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ จะง่ายและเจ็บปวดน้อยกว่า ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ครับ

5.ทำความรู้จักกับการออกกำลังกายในตอนเช้า

          การออกกำลังกายในตอนเช้า บางคนฟังอาจจะขัดหูบ้าง เพราะตอนเช้าเป็นช่วงเวลาที่เร่งรีบที่สุด แต่ถ้ามีการวางแผนการนอนที่ดีแล้ว บริหารจัดการแบ่งเวลาอีกสักนิดเพื่อการตื่นมาออกกำลังกายในตอนเช้า เชื่อได้เลยว่าสุขภาพของคุณจะเปลี่ยนไป อย่างแรกเลยคือเพิ่มพลังสมองให้พร้อมเจองานที่หนักทั้งวัน และยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้ดียิ่งขึ้นด้วย

6. ผัก น้ำเปล่า ผัก น้ำเปล่า ท่องไว้ให้ขึ้นใจ

         รู้กันดีอยู่แล้วครับว่า ถ้าจะทานอะไรที่มีประโยชน์กับร่างกายมากที่สุดก็คงไม่พ้น บรรดาพืชผักผลไม้ หรือ น้ำเปล่า คนไทยในยุคสมัยนี้ส่วนใหญ่จะมีภาวะติดหวาน ต้องบอกก่อนว่าบางคนไม่ได้ตั้งใจที่จะติดของหวาน แต่ด้วยเวลาที่เร่งรีบไปหมด ทำให้ไม่มีเวลาเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์สักเท่าไร และส่วนใหญ่อาหารที่เป็นจานด่วนนั้น ก็จะเต็มไปด้วยไขมันและน้ำตาลสูงมาก ดังนั้นควรต้องวางแผนและปรับพฤติกรรมของตัวเราเองเสียก่อน อาหารจานด่วนทานได้แต่ก็ควรทานให้พอดี ไม่มากจนเกินไป ถ้าเลือกได้ควรเพิ่มผักต่างๆ ลงไปในแต่ละมื้อให้มากขึ้นครับ

7. ดูแลสุขภาพของสายตา

          ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ คำนี้เราได้ยินกันมาอย่างเนิ่นนาน แต่มันก็คือความจริง ทุกวันนี้ไม่ว่าเราจะทำงาน เล่นเกมส์ หรือแม้แต่จะทำกิจกรรมอะไร ก็จะใช้ดวงตาเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะยุคสมัยที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น คนเราใช้เวลาอยู่กับมือถือเกือบตลอดทั้งวัน ไม่แปลกที่สายตาเราจะล้า ถ้าเราสังเกตดีๆ เด็กในยุคนี้สายตาสั้นกันเร็วมาก ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรจะบรรเทาความเมื่อยล้าของด้วยตาด้วยการนำผ้าชุบน้ำอุ่นๆ มาประคบดวงตาก่อนเข้านอนทุกๆ วัน และงดใช้มือถือก่อนนอนก็จะช่วยผ่อนคลายและลดการใช้สายตาลงได้บ้าง

8. ดื่มนมเป็นประจำ

         แคลเซียมเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกระดูกมากที่สุด คนเราควรรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 800 มิลลิกรัม เท่ากับควรดื่มนมวันละ 3-4 แก้ว สำหรับผู้สูงอายุร่างกายต้องการแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,200 มิลลิกรัม เท่ากับควรดื่มนมวันละ 5-6 แก้ว แต่แคลเซียมก็สามารถหาได้จากแหล่งอาหารอื่นๆ เช่น ผักใบเขียว ผลไม้ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง กุ้งฝอย ถั่วเมล็ดแห้ง

9. บริหารสมอง 

         การบริหารสมองก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ ลองหาเกมฝึกสมองมาเล่น เช่น เกมอักษรไขว้ เกมจำตำแหน่งภาพ เกมจับผิด เกมซูโดกุ หรือเกมหมากรุกจีน เป็นต้น ควรหันมารับประทานผลไม้พวก ส้ม องุ่น เบอร์รี่ให้มากขึ้นด้วย เพราะผลไม้จำพวกนี้มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดอาการหลง ๆ ลืม ๆ ได้ หรือการหัวเราะก็ช่วยให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้น เพราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีในระบบประสาทที่ทำให้ผ่อนคลาย ซึ่งจะส่งผลดีทั้งร่างกาย จิตใจ อีกทั้งคนรอบข้างก็จะมีความสุขตามไปด้วย

10. มีสติ และสมาธิอยู่ตลอดเวลา

         การศึกษาว่าคนที่ทำการฝึกสมาธิเป็นเวลา 8 สัปดาห์จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานของสมอง ทำให้ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น มีความจำและเรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้นการฝึกสมาธิ หรือการมีสติกับทุกๆสิ่งที่ทำจะทำให้สุขภาพจิต และสมองของคุณดีขึ้นไปด้วย หากทราบแบบนี้แล้วในเมื่อคุณใส่ใจสุขภาพกาย ก็ต้องอย่าลืมใส่ใจกับสุขภาพสมองและสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน