วัดโพธิ์แทน

วัดโพธิ์แทน เป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งของ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก สร้างขึ้นในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพุทธศักราช 2450 บนเนื้อที่ 41 ไร่ ที่ บ้านโพธิ์แทน ตำบลบางปลากดในอดีต และในปัจจุบันคือ ตำบลโพธิ์แทน อำเภอองครักษ์ ตามประวัติของ วัดโพธิ์แทนนั้นรู้กันว่า นายเล็ก รักคุณ เป็นผู้น้อมถวายที่ดินเพื่อสร้าง วัดโพธิ์แทน ตลอดจนอุบาสก-อุบาสิกาผู้มีจิตยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนาร่วมกันสร้าง วัดโพธิ์แทนขึ้นมาเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตลอดไปตราบนานเท่านาน

โดยมี พระอาจารย์ยอด เป็นผู้รับหน้าที่นำชาวบ้านสร้าง วัดโพธิ์แทนเรื่อยมาด้วยความอุตสาหะวิริยะยิ่ง เพื่อความเจริญก้าวหน้าของอารามแห่งนี้ แม้ว่าในขณะนั้นการเดินทางไป วัดโพธิ์แทนจะยากลำบากเนื่องจากวัดนี้อยู่ห่างไกลความเจริญเพราะห่างไกลหมู่บ้าน ufaแต่รายล้อมรอบด้วยทุ่งนาเพราะวัดนี้ตั้งอยู่พื้นที่ราบลุ่มนั่นเอง จนกระทั่งท่านได้มรณภาพลงในที่สุด จากนั้นได้มีเจ้าอาวาสลำดับมา 3 องค์ จนถึง พ.ศ.2510 จึงได้มีเจ้าอาวาสนาม หลวงพ่อเกิด

เดิมตำบลโพธิ์แทนขึ้นอยู่กับตำบลบางปลากด และแยกมาเป็นตำบลโพธิ์แทน เมื่อ 20 ปีเศษ และที่เรียกตำบลว่า ตำบลโพธิ์แทน ตามชื่อวัดโพธิ์แทน ที่วัดโพธิ์แทนมีต้นโพธิ์ต้นหนึ่ง และต่อมาต้นโพธิ์ได้ล้มตายลง และได้มีต้นโพธิ์ต้นใหม่เกิดขึ้นแทนต้นโพธิ์ต้นเก่าจึงเรียกว่า โพธิ์แทน ปัจจุบันตำบลโพธิ์แทน เป็นตำบลในเขตการปกครองของอำเภอองครักษ์ ซึ่งประกอบด้วย 9 หมู่บ้านได้แก่ บ้านเขมรฝั่งใต้, บ้านคลอง 14, บ้านมหาวงษ์, บ้านโพธิ์แทน, บ้านลาดสะเอ็ด, บ้านปากแบน, บ้านเขมรฝั่งเหนือ, บ้านองพาด, บ้านคลองต้นตาล ufabet

เป็นพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงมีแม่น้ำไหล่ผ่าน 2 สาย แม่น้ำบางปลากด กับแม่น้ำนอง และมีคลองชลประทานคลอง 31

เขตพื้นที่ แทงบอล

ทิศเหนือ ติด ต.บ้านพริก อ.บ้านนา จ.นครนายก และ จ.ปทุมธานี
ทิศใต้ ติด ต.บางปลากด อ.องครักษ์ จ.นครนายก
ทิศตะวันออก ติด ต.อาษา, ต.ทองหลาง อ.บ้านนา จ.นครนายก
ทิศตะวันตก ติด จ.ปทุมธานี

การเดินทาง

เส้นทางรถยนต์ จากสามแยกไฟแดง 1 ป้อมยามตำรวจ ตรงไปทางโค้งอุโมงค์ ถึงคลอง 29 เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานคลอง 29 เข้าต.บางปลากด ถึงคลอง 30 ตรงเข้าบ้านคลอง 31 ต.โพธิ์แทน 9 กิโลเมตร

ยอดดอยอินทนนท์

ยอดดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยมีความสูงถึง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง บนยอดดอยอินทนนท์ มีผืนป่าดิบดึกดำบรรพ์ อันกว้างใหญ่สมบูรณ์ปกคลุม สามารถพบเห็นกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายาก

อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศไทย คือสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตร มีสภาพภูมิประเทศและสภาพป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ ส่วนสภาพภูมิอากาศนั้นมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวัน และในตอนเช้าตรู่อาจเกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็ง ที่สร้างความฮือฮาในหมู่นักท่องเที่ยวเป็นประจำในทุกฤดูหนาว

ชมทะเลหมอกในช่วงหน้าหนาว ซึ่งบนดอยอินทนนท์นั้นจะมีจุดชมทะเลหมอกที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ทะเลหมอกซึ่งสวยงามอลังการอย่างมาก โดยจุดชมทะเลหมอกจะตั้งอยู่บริเวณหน้าเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน

ชมน้ำตก ที่ดอยอินทนนท์มีน้ำตกหลายแห่ง อย่างเช่น น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร น้ำตกสิริภูมิ น้ำตกแม่ยะ ซึ่งต่างก็มีความสวยงามน่าชม

เดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่นิยมกันมากคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน และอ่างกา

นาขั้นบันได บ้านแม่กลางหลวง ช่วงหน้าฝนจะได้ชมนาขั้นบันไดสีเขียวของต้นข้าวที่เพิ่งเติบโต และเมื่อย่างเข้าหน้าหนาว นาขั้นบันไดก็จะกลายเป็นสีทองจากสีของต้นข้าวที่พร้อมเก็บเกี่ยว

ดูนก ในช่วงหน้าหนาวเป็นฤดุที่เหมาะสำหรับดูนกอย่างมาก เพราะมีทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมากกว่า 380 ชนิดที่สามารถพบได้บนดอยอินทนนท์

ดูดาว ที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ 7 รอบพระชนมพรรษา ซึ่งเป็นหอดูดาวแห่งชาติของประเทศไทย ตั้งอยู่บนบริเวณยอดดอยอินทนนท์ หอดูดาวแห่งนี้เป็นหอดูดาวขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชมสถานีวิจัยโครงการหลวงดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นสถานีวิจัยดอกไม้เมืองหนาว

ซื้อของฝากของที่ระลึก บนดอยอินทนนท์มีตลาดเล็กๆ ที่ชาวบ้านนำสินค้าท้องถิ่นมาขาย โดยเฉพาะผลไม้แปรรูปที่นักท่องเที่ยวสามารถซื้อเป็นของฝากได

เขาธงชัย

เขาธงชัย เป็นจุดชมวิวที่สำคัญของชายหาดบ้านกรูด จากจุดนี้จะมองเห็นเวิ้งอ่าวและทิวมะพร้าวสุดสายตา เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้นและตก บนเขาธงชัยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธกิตติสิริชัย หรือ ที่ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ พระพุทธรูปปางสมาธิแบบศิลปะคันธาระ หันพระพักตร์ออกทะเล ชาวบางสะพานสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้า ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯพระบรมราชินีนาถในวโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบห้ารอบ บนเขายังเป็นที่ตั้งของตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ อันเป็นที่เคารพสักการะยิ่งของชาวเรือจะเห็นตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์สวยเด่นเป็นสง่าบนยอดเขาธงชัย

ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่าง หาดบ้านกรูดเหนือและหาดบ้านกรูดใต้ แต่เดิมเขาธงชัยเป็นเพียงป่ารกชัฏ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า แต่เนื่องจากยอดเขาธงชัยมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ดี คือมีลักษณะเป็นหัวมังกร โดยมีลำตัว (ชายหาดบ้านกรูด) ทอดยาวจนไปสุดที่ปลายหาง (หาดแม่รำพึง)

และยอดเขาธงชัย ยังมีลักษณะคล้ายกับหลังเต่าที่ยื่นออกมาในทะเล ซึ่งมังกรและเต่าตามตำราจีนถือว่าเป็นสัตว์ประเสริฐเป็นมงคล ดังนั้น ท่านผู้รู้หลายท่านจึงลงความเห็นว่าเขาธงชัยเป็นสถานที่อันเหมาะสมที่จะสร้างปูชนียสถานถวายแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ซึ่งก็คือพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศและพระพุทธกิติสิริชัยนั่นเอง

เขาธงชัย นับว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของอำเภอบางสะพาน เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธกิตติสิริชัย เป็นที่ตั้งของพระตำหนักกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และพระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ

ตลาดแทมมารีน

ตลาดแทมมารีน เป็นตลาดกลางคืนที่เป็นที่นิยมในบรรดาหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่ได้มาเที่ยวในเขตอำเภอหัวหิน

ภายในตลาดมีบรรยากาศชิล สบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก เนื่องจากอยู่ใกล้กับทะเล มีร้านค้าจำหน่ายทั้งสิ่งของ อาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงของที่ระลึกมากมายให้ได้เลือกซื้อตามใจชอบ

Concept สวยๆอิงความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ จากพื้นที่เดิมที่มีต้นไม้ใหญ่ (ต้นมะขาม) ถูกอนุรักษ์ให้เป็นปอดของพื้นที่มีการจัดตกแต่งแบบสบายๆ

ร้านอาหารหลากหลายความอร่อย ขับกล่อมเสียงดนตรี จากดนตรีมืออาชีพและนักร้องสมัครใจ อยู่ใกล้กับ Cicada Market

บึงพลาญชัย

บึงพลาญชัย ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดเลยทีเดียวโดย มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสงบและร่มรื่นเป็นอย่างมากโดยบริเวณโดยรอบ ตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกนานาพันธุ์ และในบึงน้ำมีปลาชนิดต่างๆมากมาย นอกจากนี้ บริเวณนี้นั้นยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัดรวมทั้งจัดมหรสพต่าง โดยภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่า สนใจ คือ
ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นที่เคารพบูชาของชาว ร้อยเอ็ด
พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ กลางสวนดอกไม้
พานรัฐธรรมนูญ และนาฬิกาดอกไม้
ภูพลาญชัย มีลักษณะเป็นสวนสัตว์และน้ำตกจำลอง
สนามเด็กเล่น นกชนิดต่างๆ สวนสุขภาพ และลานออกกำลังกายอีกด้วย

มีเนื้อที่ประมาณ 2 แสนตารางเมตร เป็นบึงที่เกิดจากพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรก) นำชาวบ้าน 40,000 คน ขุดขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2469 เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกแต่งเป็นสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ร่มรื่น และในบึงน้ำมีปลาชนิดต่าง ๆ หลายพันธุ์ มีเรือจักรยานน้ำและเรือพายไว้บริการประชาชนพายเล่นในบึง นอกจากนั้นยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลของจังหวัด รวมทั้งจัดมหรสพต่าง ๆ

วัดประทานพร

วัดประทานพร แต่เดิมเป็นเพียงที่พำนักของสงฆ์ธรรมดา ต่อมาในปี พ.ศ. 2513 พระบุญมา ซึ่งเป็นพระจากวัดดอกเอื้องมาจำวัดอยู่ที่วัดศรีโสดาได้ร่วมกับกำนันชื่อ จินดา และคณะศรัทธาชาวบ้านอีกประมาณ 500 หลังคาเรือนก่อสร้างวัดขึ้น

เพื่อให้พระสงฆ์ได้พำนักและปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์เอง และยังเป็นศูนย์รวมของชาวบ้านในการทำกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เมื่อก่อสร้างเสร็จจึงให้ชื่อว่า สำนักสงฆ์อารามหนองใหม่ ต่อมาจนถึงลำดับของเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระอธิการชัยวรวงศ์ อิทธิมันโต ( ณ เชียงใหม่ )

ได้ขอสร้างและขอจัดตั้งวัดที่ถูกต้องตามหลักของเถรสมาคมและกฎหมายบ้านเมือง แล้วได้ชื่อใหม่ว่า วัดประทานพร พระอธิการชัยวรวงศ์ อิทธิมันโต ( ณ เชียงใหม่ ) ได้ริเริ่มก่อสร้างและบูรณะวัดรวมทั้งถาวรวัตถุและขยับขยายปรับปรุงพื้นที่ต่อจนเป็นวัดในลักษณะปัจจุบัน รวมงบประมาณในการจัดตั้งและบูรณะถาวรวัตถุต่าง ๆ ในวัด

มีลักษณะสองชั้น โดยชั้นล่างเป็นห้องเก็บวัสดุต่าง ๆ ของวัด เช่น โต๊ะพับ เก้าอี้ ถ้วยชาม เป็นต้น ส่วนชั้นบนเป็นพระอุโบสถที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งพระวิหารหลังนี้เพิ่งบูรณะได้เพียง 8 ปีเท่านั้น

พระพุทธรูปพระประธานปางนาคปรก หล่อด้วยทองเหลือง มีขนาดใหญ่ที่สุดในตำบลสุเทพ

วัดป่าสว่างบุญ

วัดป่าสว่างบุญ ตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี สร้างขึ้นในปี 2528 โดยหลวงพ่อสมชายปุญญมโน ในเนื้อที่กว่า400 ไร่ ทางด้าน ในวัดเป็นสถานที่ที่สงบเงียบเหมาะกับการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ทางด้านหลังติดกับ เชิงเขามีอากาศที่ เย็นสบาย มาก และมีประชาชนเข้าไปปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

สิ่งที่โดดเด่นของวัดป่าสว่างบุญ คือ พระมหาเจดีย์ 500 ยอด มีชื่อเต็มว่า “พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ” มีเจดีย์องค์ประธานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร มีทั้งหมด 9 ชั้น มีบริวาร 500 องค์ มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีองค์เจดีย์รายองค์เล็กตั้งลดหลั่นกันลงมาอยู่รอบๆทิศ’

ประวัติความเป็นมาสร้างขึ้นในปี 2528 โดยหลวงพ่อสมชายปุญญมโน ทางด้านในวัดเป็นสถานที่ที่สงบเงียบเหมาะกับการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ทางด้านหลังติดกับ เชิงเขามีอากาศที่ เย็นสบายมาก และมีประชาชนเข้าไปปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

สิ่งที่โดดเด่นของวัดป่าสว่างบุญ คือ พระมหาเจดีย์ 500 ยอด มีชื่อเต็มว่า “พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ” มีเจดีย์องค์ประธานมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50 เมตร มีทั้งหมด 9 ชั้น มีบริวาร 500 องค์ มีเจดีย์ประธานองค์ใหญ่อยู่ตรงกลาง

และมีองค์เจดีย์รายองค์เล็กตั้งลดหลั่นกันลงมาอยู่รอบๆทิศ โดยมี ซุ้มประตูทางขึ้นทั้งสี่มุมทำเป็นบันไดขึ้นไปยังองค์เจดีย์ที่ตั้งอยู่ทางด้านบน ตัวองค์เจดีย์เป็นปูนปั้นรูปแบบ สวยงามประณีตเคลือบสีทอง ทั้งหมดทุกองค์ผนังด้านในของเจดีย์องค์ประธานประดับกระจกทับทิม

โดยรอบสวยงาม มีภาพพระธาตุเจดีย์สำคัญๆ ทั่วประเทศ ไทยประดับไว้ด้านบนภายในองค์เจดีย์ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศเนปาล อินเดีย,ศรีลังกาและสาธารนุชน มาร่วม บรรจุในพระมหาเจดีย์ครบทั้ง 500 ยอด รวมทั้งได้นำพระบรมสารีริกธาตุ และวัตถุมงคล ของมีค่ามาสักการบูชาจำนวนมากบรรจุ อยู่ในพระเจดีย์องค์ประธาน

Giant Tree & River Walk

Giant Tree & River Walk หรือต้นไม้ยักษ์จุดชมวิวแม่น้ำโขงมุมสูง ที่ได้ต้นแบบมาจากประเทศสิงคโปร์ แต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ 3 เท่า

ถือเป็นไฮไลท์ของโครงการพัฒนาและปรับปรุงตลาดท่าเสด็จครั้งนี้ มีความสูงจากพื้นถึงยอด 14.50 เมตร ความสูงของบริเวณที่ให้นักท่องเที่ยวได้ยืนชมวิว 5 เมตร ด้านบนเหนือจุดให้ยืนชมวิวมีตะแกรงสี่เหลี่ยมทำเป็นชั้นเปรียบเสมือนกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ จำนวน 3 ตะแกรง มีพื้นที่ในการยืนชมวิวกว้าง 15 เมตร ยาว 20 เมตร

โดยมีการก่อสร้าง 2 แห่ง คือริมแม่น้ำโขงใกล้กับท่าเรือหายโศก และริมแม่น้ำโขงในเขตชุมชนวัดศรีเมือง อยู่ด้านหัวและด้านท้ายของตลาดอินโดจีนหรือตลาดท่าเสด็จ สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในบริเวณตลาดท่าเสด็จ ในเขตเทศบาลเมืองหนองคาย ให้มีจุดที่ขึ้นไปชมวิวแม่น้ำโขงที่สวยงาม และเป็นจุดเช็คอินในการถ่ายรูปที่ระลึก

ซึ่งทั้งสองจุดที่เลือกในการก่อสร้าง Giant Tree & River Walk ไม่มีบ้านเรือนประชาชนบดบัง ทำให้สามารถมองเห็นได้ทั้งสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 และมองเห็นพระธาตุหล้าหนอง หรือพระธาตุกลางน้ำจำลอง และในตอนกลางคืนก็จะมีการเปิดไฟแสงสีสวยงาม

วัดพวกช้าง

วัดพวกช้าง เป็นพระวิหารขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมล้านนาประยุกต์ หน้าบันพระวิหารมีลักษณะแบบม้าต่างไหม แต่ก็ประดับประดาด้วยลวดลายวิจิตรพิสดาร ละเอียดอ่อนช้อย ลงสีทองสร่าง ผนังด้านหน้าพระวิหารทาสีฟ้าสด มีภาพจิตรกรรมเหล่าเทวดานางฟ้า บานประตูแกะสลักไม้ลวดลายเทพพนม ภายในพระวิหารประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ปากแดงตามแบบอิทธิพลศิลปะพม่า ฝีมือช่างพื้นบ้าน

ไม่วิจิตรงดงามมากนักหากเทียบกับวัดอื่นๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องคุณค่าทางจิตใจแล้ว ไม่น่าจะแพ้วัดใดๆ ผนังด้านหลังพระประธานเป็นงานจิตรกรรมสีแดงตัดทองประดับกระจก รูปแบบเลขาคณิตง่ายๆ แต่ก็มีความงดงามล้ำลึก ผนังด้านข้างภายในพระวิหารเป็นภาพเขียนสีเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของวัดอีกแห่งหนึ่งคือ “ศาลาบาตร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนสร้างใหม่ด้วยโครงสร้างหลังคาแบบล้านนา ถือเป็นศาลาที่งดงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่

ด้านหน้าประดับตกแต่งเป็นสวนขนาดเล็ก มองดูแล้วสบายตาดี ภายในศาลาบาตรนี้ประดิษฐาน “พระเจ้าทันใจ” พระพุทธรูปปางมารวิชัยทรงเครื่องแบบกษัตริย์โบราณ สวมมงกุฎ สังวาล ธรรมรงค์ พาหุรัด กลางหน้าผากประดับด้วยอุนาโลมสีแดง นั่งขัดสมาธิอยู่บนฐานดอกบัว ด้านหลังเป็นกู่แบบล้านนา งดงามอ่อนช้อยมาก นอกจากนี้ยังมีรูปหล่อองค์พระพิฆเนศวร เทพเจ้าฮินดู เทพแห่งความรู้และศิลปวิทยาการ ประดิษฐานอยู่ในศาลาบาตรเช่นกัน

หน้าบันพระวิหารมีลักษณะแบบม้าต่างไหม แต่ก็ประดับประดาด้วยลวดลายวิจิตรพิสดาร ละเอียดอ่อนช้อย ลงสีทองสร่าง ผนังด้านหน้าพระวิหารทาสีฟ้าสด มีภาพจิตรกรรมเหล่าเทวดานางฟ้า บานประตูแกะสลักไม้ลวดลายเทพพนม ภายในพระวิหารประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย ปากแดงตามแบบอิทธิพลศิลปะพม่า ฝีมือช่างพื้นบ้าน

พระอารามนอกกำแพงเมืองที่มีอายุอานามเก่าแก่ อยู่ทางทิศอาคเนย์ ใกล้แจ่งกะต๊ำ ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2040 ตรงกับรัชสมัยของพระเมืองแก้ว เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 11 ในราชวงศ์เม็งราย แห่งอาณาจักรล้านนา พญาแก้ว ทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนาและบำเพ็ญทานเป็นเอนก ทรงสร้างปูชนียสถานและถาวรวัตถุต่างๆ มากมาย วัดพวกช้างแห่งนี้แม้จะเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองเมืองหลายครั้ง ก็ยังได้รับการทำนุบำรุงสืบเนื่องกันต่อมา ทั้งในสมัยพม่าปกครอง และสมัยรัตนโกสินทร์ แต่เดิมมีชื่อเรียกว่า “วัดบัวเงิน” “วัดจอกปอก” และ “วัดพวกช้าง” บ้าง แต่ปัจจุบันคงเหลือเพียงชื่อวัดพวกช้าง อันหมายถึงกลุ่มคนเลี้ยงช้าง หรือกองช้าง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิถีของชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ในละแวกนี้ในอดีต

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง ตั้งอยู่ภายในวัดม่วง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ริมแม่น้ำแม่กลอง วัดม่วงเป็นวัดเก่าแก่ ตามประวัติบอกไว้ในคัมภีร์ใบลานเขียนด้วยอักษรมอญว่า มีอายุอยู่ในปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในช่วงเวลานั้น ชุมชนบ้านม่วงและบริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำแม่กลอง มีกลุ่มชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายมอญ อยู่ร่วมกันกับกลุ่มชนอื่น

เช่น ไทย จีน ลาว ญวน เขมรและกะเหรี่ยง มีการผสมผสานแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน เกิดเป็นเอกลักษณ์ของคนในท้องถิ่นและความที่ชุมชนบ้านม่วงมีวิถีชีวิตผูกผัน อยู่กับประเพณีและความเชื่อดั่งเดิม ทำให้ชุมชนแห่งนี้เป็นขุมทรัพย์ทางความรู้ด้านมอญศึกษาแก่ผู้สนใจมากมาย พิพิธภัณฑ์ แห่งนี้เป็นแหล่งค้นคว้ารวบรวมประวัติความเป็นมา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นชาวมอญตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แบ่งการจัดแสดงออกเป็นห้องต่าง ๆ สามารถเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายโดยเริ่มจาก ห้องโถง มอญในตำนาน มอญในทางประวัติศาสตร์ ภาษามอญและจารึกภาษามอญ ประเพณีวัฒนธรรมมอญ มอญอพยพ มอญในไทยและผู้นำทางวัฒนธรรม

มีการจัดแสดงโบราณวัตถุ คัมภีร์ใบลานที่เขียนด้วยอักษรมอญมีอายุกว่า 300 ปี เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงมรดกทางภูมิปัญญาท้องถิ่นที่น่าสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของลุ่มน้ำแม่กลองในอดีต ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจสังคม วัฒนธรรมของชุมชนบ้านม่วงกับชุมชนในเขตอำเภอบ้านโป่งและอำเภอโพธาราม นอกจากนั้นภายในวัดยังมีศูนย์มอญศึกษาด้วย